โรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูง หรือแพทย์บางท่านเรียกว่า ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension หรือ High blood pressure) เป็นโรคพบได้บ่อยมากอีกโรคหนึ่งในผู้ใหญ่ พบได้สูงถึง ประมาณ 25-30% ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิง และพบได้สูงขึ้นในผู้สูงอายุ ในบางประเทศ พบโรคนี้ได้สูงถึง 50% ของผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ส่วนในเด็กพบโรคนี้ได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่าในผู้ใหญ่มาก
-โรคความดันโลหิตสูง คือ
ภาวะมีความดันโลหิต วัดได้สูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตร –ปรอท
ขึ้นไป ทั้งนี้ความดันโลหิตปกติ คือ 90-119/60-79 มม.ปรอท
-โรคความดันโลหิตสูงแบ่งตามสาเหตุได้เป็น
2 ชนิด คือ ชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด (Essential
hypertension) ซึ่งพบได้สูงถึง 90-95%ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั้งหมด
และชนิดทราบสาเหตุ (Secondary hypertension) ซึ่งพบได้ประมาณ
5-10% ของโรคนี้ ดังนั้น โดยทั่วไป เมื่อกล่าวถึง
“โรคความดันโลหิตสูง” จึงหมายถึง “โรคความดันโลหิตสูงชนิดยังไม่ทราบสาเหตุ”
โรคความดันโลหิตสูงเกิดได้อย่างไร?
โรคความดันโลหิตสูงเกิดได้อย่างไร?
โรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ เชื่อว่า
น่าเกิดจากหลายๆปัจจัยร่วมกัน ที่สำคัญ คือ อิทธิพลของเอ็นไซม์ (Enzyme, สารเคมีที่มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต่างๆ)
ที่เรียกว่า เรนิน (Renin) และฮอร์โมนแองจิโอเท็นซิน ( Angiotensin)
จากไต ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้จะทำงานร่วมกับต่อมหมวกไต
และกับต่อมใต้สมองในการควบคุม น้ำ เกลือแร่โซเดียม และการบีบตัวของหลอดเลือด
ในร่างกาย ทั้งหมดเพื่อการควบคุมความดันโลหิต ซึ่งเรียกว่า กระบวนการ Renin-Angiotensin
system นอกจากนั้น กลไกการเกิดความดันโลหิตสูงยังขึ้นกับ
-พันธุกรรม
เพราะพบโรคได้สูงขึ้นในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
-เชื้อชาติ เพราะ
พบโรคได้สูงในคนอเมริกันผิวดำ เมื่อเปรียบเทียบกับคนอเมริกันผิวขาว
และชาวแมกซิกันอเมริกัน
-การกินอาหารเค็ม เพราะเกลือโซเดียม หรือ
เกลือทะเลเป็นตัวอุ้มน้ำในเลือด จึงช่วยเพิ่มปริมาตรของเลือดที่ไหลเวียน
จึงส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
-กระบวนการของร่างกายที่ส่งผลต่อสมดุลและการทำงานของเกลือแร่แคลเซียมในร่างกายส่วนโรคความดันโลหิตสูงชนิดรู้สาเหตุ
มักเกิดจากโรคต่างๆที่ส่งผลต่อหลอดเลือด ต่อหัวใจ และต่อสมดุลของ ฮอร์โมนและ/หรือ
เกลือแร่ในร่างกาย ที่พบบ่อย เช่น จากโรคไตเรื้อรัง
จากโรคของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงไต เช่น อักเสบ หรือ ตีบ จากการติดสุรา
จากมีฮอร์โมนบางชนิดในร่างกายผิดปกติ เช่น จากเนื้องอกบางชนิดของต่อมหมวกไต หรือ
ของต่อมใต้สมอง
อะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง?
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่
-พันธุกรรม โอกาสมีความดันโลหิตสูง
จะสูงขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
-โรคเบาหวาน เพราะก่อให้เกิดการอักเสบ
ตีบแคบของหลอดเลือดต่างๆ รวมทั้งของไต
-โรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน
เพราะเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน
และโรคหลอดเลือดต่างๆตีบจากภาวะไขมันเกาะผนังหลอดเลือด
-โรคไตเรื้อรัง
เพราะจะส่งผลถึงการสร้างเอ็นไซม์และฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตดังกล่าวแล้ว
-โรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ (Sleep
apnea)
-สูบบุหรี่
เพราะสารพิษในควันบุหรี่ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ตีบตันของหลอดเลือดต่าง
รวมทั้งหลอดเลือดไต และหลอดเลือดหัวใจ
-การติดสุรา
ซึ่งยังไม่ทราบชัดเจนถึงกลไกว่าทำไมดื่มสุราแล้วจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง
แต่การศึกษาต่างๆให้ผลตรงกันว่า คนที่ติดสุรา จะส่งผลให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ
และมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงประมาณ 50%ของผู้ติดสุราทั้งหมด
-กินอาหารเค็มสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง
ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว-ขาดการออกกำลังกาย
เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวาน
-ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์
โรคความดันโลหิตสูงมีอาการอย่างไร?
ความสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงคือ
เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ
และจากการที่เป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรงถ้าไม่สามารถควบคุมโรคได้ แต่มักไม่มีอาการ
แพทย์บางท่านจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของอาการจากโรคความดันโลหิตสูง
เป็นอาการจากผลข้างเคียง เช่น จากโรคหัวใจ และจากโรคหลอดเลือดในสมอง หรือ
เป็นอาการจากโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน
หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง (ปวดศีรษะ
และตาเห็นภาพไม่ชัด) อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการจากตัวความดันโลหิตสูงเองได้
โดยอาการที่อาจพบได้ เช่น ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน สับสน
และเมื่อมีอาการมากอาจโคมา และเสียชีวิตได้
แพทย์วินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร?
แพทย์วินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง ได้จาก ประวัติอาการ
ประวัติเจ็บป่วยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติกิน/ใช้ยา การตรวจวัดความดันโลหิต
การตรวจร่างกาย และการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุ หรือหาปัจจัยเสี่ยง หรือหา
ผลข้างเคียงจากโรค เช่น ตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลในเลือด และดูการทำงานของไต
ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจดูการทำงานของหัวใจ หรือตรวจภาพอวัยวะที่สงสัยเป็นสาเหตุ เช่น
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ภาพต่อมใต้สมอง
ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมต่างๆจะขึ้นกับอาการผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์
รักษาโรคความดันโลหิตสูงอย่างไร?
แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง
คือ การให้ยาลดความดันโลหิต การรักษาควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงและเป็นสาเหตุ
การรักษาและป้องกันผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง
และการรักษาประคับประคองตามอาการ
การให้ยาลดความดันโลหิต ซึ่งมีหลากหลายชนิด
ทั้งชนิดกินและชนิดฉีด ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ
การรักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น รักษาโรคเบาหวาน
การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น รักษาโรคไตเรื้อรัง หรือ
รักษาโรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง
การรักษาผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง เช่น
การรักษาโรคไตเรื้อรัง (โรคไตเป็นได้ทั้งสาเหตุ
และผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง)การรักษาประคบประคองตามอาการ เช่น
กินยาคลายเครียด และการพักผ่อนอย่างพอเพียง เป็นต้น
โรคความดันโลหิตสูงรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?
โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรัง
ซึ่งหมายถึงเป็นโรคที่รักษาให้หายยาก
แต่สามารถรักษาควบคุมได้เสมอเมื่อรักษาควบคุมอาการตั้งแต่แรก ปฏิบัติตามแพทย์
พยาบาลแนะนำ และกินยาอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ไม่ขาดยา
แต่ถ้า ดูแล รักษา ควบคุมโรคได้ไม่ดี
ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมักรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง
โรคไตเรื้อรัง ซึ่งส่งผลถึงความพิการและเสียชีวิตได้ นอกจากนั้นคือ
โรคหลอดเลือดของจอตา และของประสาทตาซึ่งอาจส่งผลให้ตาบอดได้อนึ่ง
โรคความดันโลหิตสูงแบ่งตามความรุนแรงของโรค (ตามความดันโลหิต)
จากรุนแรงน้อยไปหามาก ได้ดังนี้้
-ความดันโลหิตในผู้มีแนวโน้มจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง
คือ 120-139/80-89 มม.ปรอท (แนวทางการรักษา คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
ทั้งนี้แพทย์มักยังไม่ให้ลดความดันโลหิต)
-โรคความดันโลหิตสูงระยะ 1 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140-159/90-99 มม.ปรอท
-โรคความดันโลหิตสูงระยะ 2 คือ ความดันโลหิตตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอทขึ้นไป-โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ใน 24 ชั่วโมง คือ
ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 180/110 มม.ปรอทขึ้นไป
เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาจจากโรคหัวใจ สมอง ไต ล้มเหลว
-โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน
คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 220/140 มม.ปรอทขึ้นไป
เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จากการทำงานล้มเหลวของอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น หัวใจ
สมอง และไต
ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?
การดูแลตนเอง การพบแพทย์เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่
การดูแลตนเอง การพบแพทย์เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่
-ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาล
แนะนำอย่างเคร่งครัด ถูกต้อง
-กินยาต่างๆให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา
-จำกัดอาหาร แป้ง น้ำตาล ไขมัน
และอาหารเค็ม
-จำกัดอาหารไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
-ออกกำลังกายตามสุขภาพสม่ำเสมอทุกวัน-รักษาสุขภาพจิต ไม่เครียด เข้าใจและยอมรับชีวิต-เลิกบุหรี่
ไม่สูบบุหรี่ เลิกสุรา
-แพทย์ตามนัดเสมอ
และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือ เมื่ออาการต่างๆเลวลง หรือ
เมื่อกังวลในอาการ
-รีบพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง
หรือ ฉุกเฉิน ขึ้นกับความรุนแรงของอาการเมื่อ
-ปวดศีรษะมาก
-เหนื่อยมากกว่าปกติมาก
เท้าบวม (อาการของโรคหัวใจล้มเหลว)
-เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น
เหงื่อออกมาก จะเป็นลม (อาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน)
-แขน ขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด
ปากเบี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน (อาการจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน)
ป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร?
การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ที่สำคัญ คือ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดย
-กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบทุกวัน ในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ ไม่ให้เกิดโรคอ้วน
และน้ำหนักตัวเกิน และจำกัดอาหารไขมัน แป้ง น้ำตาล และอาหารเค็ม เพิ่มผัก
และผลไม้ชนิดไม่หวานให้มากๆ
-ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน ตามสุขภาพ
-พักผ่อนให้เพียงพอ
-รักษาสุขภาพจิต
-ตรวจสุขภาพประจำปี (การตรวจสุขภาพ)
ซึ่งรวมถึงตรวจวัดความดันโลหิต เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี
หลังจากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ
ที่มา:http://haamor.com/th/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87/#article102
ที่มา:http://haamor.com/th/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87/#article102
------------------------------------------------------------------------------------------------------
โรคหลอดเลือดสมอง
โรคหลอดเลือดสมอง ( คือ
ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก
ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก
ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง
ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองที่ทำให้สมองขาดเลือด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
· หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (ischemic
stroke) เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
พบได้ประมาณ 80% หลอดเลือดสมองอุดตันเกิดได้จากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในบริเวณอื่นไหลไปตามกระแสเลือดจนไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง
หรืออาจเกิดจากมีลิ่มเลือดก่อตัวในหลอดเลือดสมอง
และขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนอุดตันหลอดเลือดสมอง
ส่วนสาเหตุของหลอดเลือดสมองตีบอาจเกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด
ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลดลง
· หลอดเลือดสมองปริแตกหรือฉีกขาด (hemorrhagic stroke) พบได้ประมาณ 20% ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้บริเวณที่เปราะบางนั้นโป่งพองและแตกออก หรืออาจเกิดจากหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดปริแตกได้ง่าย ซึ่งอันตรายมากเนื่องจากทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างฉับพลันและทำให้เกิดเลือดออกในสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วได้
ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองมีหลายสาเหตุ
แบ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันไม่ได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้
ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้มักมีสาเหตุจากสุขภาพโดยรวมและรูปแบบการดำเนินชีวิต
· ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันไม่ได้
o อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดก็จะเสื่อมตามไปด้วย
โดยผิวชั้นในของหลอดเลือดจะหนาและแข็งขึ้นจากการที่มีไขมันและหินปูนมาเกาะ
รูที่เลือดไหลผ่านจะแคบลงเรื่อยๆ
o เพศ พบว่าเพศชายมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าเพศหญิง
o ภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ
ส่งผลให้เกิดการจับตัวกันของเม็ดเลือดและมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าคนปกติ
· ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้
o ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมอง
ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงจึงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนปกติ
o เบาหวาน เป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย
หากเกิดที่สมองจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ 2-3 เท่า
o ไขมันในเลือดสูง
เป็นความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองเช่นเดียวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ
คือภาวะไขมันสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้กีดขวางการลำเลียงเลือด
o โรคหัวใจ เช่น โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ
เป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือด ถ้าลิ่มเลือดไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง
ก็จะทำให้สมองขาดเลือดได้
o การสูบบุหรี่ สารนิโคตินและคาร์บอนมอนอกไซด์ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง
และเป็นตัวทำลายผนังหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแข็งตัว
พบว่าการสูบบุหรี่เพียงอย่างเดียวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองถึง 3.5%
o ยาคุมกำเนิด
ในผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูง
o โรคซิฟิลิส เป็นสาเหตุของหลอดเลือดอักเสบและหลอดเลือดแข็ง
o การขาดการออกกำลังกาย
อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
เมื่อสมองขาดเลือดจะทำให้สมองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
ซึ่งอาการแสดงต่างๆ
จะมากหรือน้อยขึ้นกับระดับความรุนแรงและตำแหน่งของสมองที่ถูกทำลาย เช่น
· ชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้าและ/หรือบริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย
· พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว
มุมปากตก น้ำลายไหล กลืนลำบาก
· ปวดศีรษะ
เวียนศีรษะทันทีทันใด
· ตามัว
มองเห็นภาพซ้อนหรือเห็นครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียวทันทีทันใด
· เดินเซ ทรงตัวลำบาก
อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
ในรายที่มีภาวะสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว (transient ischemic
attack: TIA) อาจมีอาการเตือนเหล่านี้เกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไปเอง
หรืออาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนจะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร
ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที
เนื่องจากอาการของโรคหลอดเลือดสมองจัดเป็นอาการร้ายแรงและอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
หรือหากไม่ถึงชีวิต ก็อาจทำให้กลายเป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์
ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและต้องใช้เวลาในการรักษาฟื้นฟูสุขภาพต่อไป
ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพและสามารถบ่งชี้ถึงตำแหน่งของสมองและหลอดเลือดที่ผิดปกติ
รวมถึงภาวะและสาเหตุที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้ เช่น
· การตรวจเลือดเพื่อดูความเข้มข้นและความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
· การตรวจระดับน้ำตาลและระดับไขมันในเลือด
· การตรวจหาการอักเสบของหลอดเลือด
· การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram) เพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
· การตรวจสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
(computerized tomography) เพื่อดูว่าสมองมีภาวะขาดเลือดหรือภาวะเลือดออกในสมองหรือไม่
· การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดบริเวณคอ
(carotid duplex scan) เพื่อดูขนาดและการไหลเวียนของหลอดเลือดแดงบริเวณคอที่ไปเลี้ยงสมองด้วยคลื่นความถี่สูง
· การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
(magnetic resonance imaging) เพื่อดูเนื้อสมอง
หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดที่คอ เป็นวิธีการที่ไม่เจ็บปวดและมีประสิทธิภาพสูง
การรักษา
การรักษาขึ้นกับสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองว่าเป็นหลอดเลือดสมองตีบหรือหลอดเลือดสมองแตก
โดยจะมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน
· หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน เป้าหมายของการรักษาคือทำให้เลือดไหลเวียนได้อย่างปกติ
โดยทางเลือกในการรักษามีหลายวิธี ในบางกรณีแพทย์อาจให้ยาละลายลิ่มเลือด
ซึ่งพบว่าจะได้ผลดีกับผู้ที่มีอาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมองและรีบมาโรงพยาบาลภายในระยะเวลาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง
· หลอดเลือดสมองปริแตกหรือฉีกขาด เป้าหมายของการรักษาคือการควบคุมปริมาณเลือดที่ออกด้วยการรักษาระดับความดันโลหิต
ในกรณีที่เลือดออกมาก
แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสมองที่อาจเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิต
การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
การป้องกันเป็นการรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่ดีที่สุด
และควรป้องกันก่อนการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง คือ
ต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมให้หลอดเลือดเกิดการตีบ อุดตัน หรือแตก เช่น
ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่
หรือขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น
· ตรวจเช็กสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง
ถ้าพบต้องรีบรักษาและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
· ในกรณีที่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดตีบ
อุดตัน หรือแตก ต้องรักษาและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแผนการรักษาของแพทย์
ห้ามหยุดยาเอง และควรรีบพบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการผิดปกติ
· ควบคุมระดับความดันโลหิต
ไขมัน และน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
· ควบคุมอาหารให้สมดุล
หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม หวาน มัน
· ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
· งดสูบบุหรี่
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
· ถ้ามีอาการเตือนที่แสดงว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอชั่วคราว
ควรรีบมาพบแพทย์ถึงแม้ว่าอาการเหล่านั้นจะหายได้เองเป็นปกติ
· ผู้ที่เป็นหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันแล้ว
แพทย์จะให้การรักษาโดยใช้ยาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมอง
แต่การใช้ยาเหล่านี้จำเป็นต้องมีการติดตามผลและใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
เนื่องจากถ้ามีการใช้ยาผิด ประมาทเลินเล่อ
หรือไม่มีการติดตามดูแลอย่างสม่ำเสมออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรง
เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
อ้างอิง : https://www.bumrungrad.com/th/neurology-stroke-dementia-treatment-thailand/stroke
By : Varco



.jpg)
.jpg)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น